Knowledge



  • มาตรฐานการเติมอากาศใหม่และกรองอากาศ (ACH) เพื่อความปลอดภัยในสถานพยาบาล
    1 การเติมอากาศใหม่ (Fresh Air) และการคำนวณค่า ACH
    เติม Fresh Air (3 ACH) ที่สะอาด (ผ่าน HEPA Filter) มาเติมเพื่อเจือจากเชื้อและมลพิษ
    2 ระบบกรองอากาศภายใน (Recirculation) ด้วย HEPA Unit เกรดอุตสาหกรรม
    ทำความสะอาดอากาศภายในด้วยการนำอากาศมากรองด้วย HEPA Filter เพื่อดักจับเชื้อที่เจือปนในอากาศ
    3 การระบายอากาศทิ้ง (Exhaust System) อย่างถูกสุขลักษณะ
    3.1 ทางเครื่อง Intraoral Suction system ที่มีระบบทิ้งอากาศ
    3.2 Exhaust Fan Unit
    *จัดการ Intraoral Suction และ Exhaust Fan ก่อนปล่อยสู่ภายนอก
  • การกำจัดกลิ่นและแก๊สปนเปื้อนในอากาศและระบบปรับอากาศ

    ปัจจุบันมีหลายแห่งที่หาวิธีควบคุมกลิ่นและความเสียหายของระบบอีเล็กทรอนิกส์ที่เกิดจาก Toxic และ Corrosion gas เช่น การใช้ระบบ Gas-Phase Air Filtration ซึ่งเป็นระบบกรองอากาศที่มีแก๊สปนเปื้อนก่อนเข้าสู่ห้องต่างๆที่ต้องการควบคุมเช่น Control Room และหลังจากผ่านระบบกรองแก๊สแล้วก็จะทำการตรวจวัดค่า Corrosion ที่เข้าสู่ระบบ นอกจากนั้นก็ยังมีการแก้ปัญหาโดยการลดระดับหรือจำกัดการปล่อยแก๊ส Corrosion ที่เกิดจากการผลิตควบคู่ไปด้วย



    Corrosion คืออะไร

    Corrosion คือ การเกิดปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างชิ้นส่วนโลหะของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กับแก๊สปนเปื้อน ซึ่งเมื่อปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะเวลาหนึ่งก็จะสามารถทำให้ชิ้นส่วนโลหะของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกิดการเสื่อมสภาพได้ โดยทั่วไปเมื่อ Corrosion Gas วิ่งผ่านชิ้นส่วนโลหะที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นสูงก็จะเกิดการทำปฏิกิริยากัดกร่อนที่รวดเร็วขึ้นจนทำให้เกิดการ S้hort Circuits หรือการเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ได้ภายในไม่กี่เดือน หรือภายในไม่กี่ปี ขึ้นอยู่กับระดับความเข้มข้นของสารปนเปื้อนและสภาพแวดล้อมของห้อง Control Room

    Corrosion สามารถทำลายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้หลายชนิด รวมทั้งชิ้นส่วนของ Integrated circuit chips, circuit boards, relay switches, transformers, motor control และ instrumentation systems ซึ่งการเสื่อมสภาพของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แต่ละชนิดจะแสดงอาการไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้เป็นส่วนประกอบของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชิ้นนั้นๆ



    การกำจัด Corrosion Gases

    การกรองพวกแก๊สปนเปื้อนออกมาจากอากาศให้เป็นอากาศที่สะอาดปราศจากแก๊สปนเปื้อน ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้ระบบการกรองแก๊สแบบที่เรียกว่า Dry-Scrubbing ซึ่งจะมีเม็ด Media ที่ใช้เป็นตัวกรอง โดยทั่วไป Media จะมีลักษณะเป็นทรงกลมกับทรงกระบอก ซึ่งเม็ด Media แต่ละชนิดจะถูกขึ้นรูปโดยมี Base ที่ใช้เป็น Activated Carbon และ Activated Alumina โดย Activated Carbon เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในฐานะตัวดูดซับแก๊ส เพื่อเพิ่มความสามารถในการดูดซับและ Chemisorption โดยการเติมสารเคมีลงไป สารเคมีที่เติมลงไปต้องไม่ทำปฏิกิริยากับ Activated Carbon เช่น

    - Caustic-Impregnated Carbon ใช้ดูดซับแก๊สที่เป็นกรดเช่น Sulfur Dioxide (SO2), Hydrogen Sulfide (H2S), Chlorine (Cl2) และ Hydrochloric Acid (HCl)

    - Phosphoric Acid หรือ Copper Salt-Impregnated Carbon ใช้ดูดซับ ammonia (NH3)

    - Iodine-Impregnated Carbon ใช้ดูดซับไอปรอท

    นอกเหนือจากการเติมสารเคมีใน Activated Carbon แล้ว ยังมีการเติมสารเคมีพวก broad-spectrum chemical impregnated ซึ่งไม่สามารถเติมใน Activated Carbon เพราะมันทำปฏิกิริยากับ carbon และทำให้ประสิทธิภาพลดลง สารเคมีดังกล่าว เช่น Potassium Permanganate (KMNO4) ต้องผสมลงใน Activated Alumina เพื่อดูดซับแก๊ส SO2, NO, NO2 และ Formaldehyde (HCHO) ซึ่งอุปกรณ์กรองแก๊ส หรือ Chemical Filtration มีอยู่ในหลากหลายแบบตามการใช้งาน



    สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการออกแบบชุดกรองอากาศ เพื่อกำจัดแก๊สปนเปื้อนคือ
    ประสิทธิภาพในการกำจัด (Removal Efficiency) และสมรรถนะ Capacity ในการเก็บปริมาณ Corrosion Gas ของ Chemical Media ปริมาณCapacity ของ Chemical Media จะต้องมีปริมาณมากเกินพอที่จะกำจัดปริมาณ Corrosion Gas ที่ประมาณไว้ได้

    การเลือก Media ที่เหมาะสม เพื่อกำจัด Corrosion Gas

    ปริมาณของ Media ที่ใส่ในระบบ จะมีผลต่อความถี่ในการเปลี่ยน Media

  • ในวันที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ "เศรษฐกิจไฮโดรเจน" ตามแผนพลังงานชาติ 2024 ความท้าทายที่วิศวกรและผู้ประกอบการต้องเผชิญไม่ใช่แค่การหาแหล่งพลังงาน แต่คือ "การควบคุม" ไฮโดรเจนที่มีขนาดโมเลกุลเล็กจิ๋วและแรงดันมหาศาลให้อยู่หมัด
    ในฐานะตัวแทนจำหน่าย FUJIKIN เราเข้าใจดีว่าความปลอดภัยและความต่อเนื่องของระบบคือหัวใจสำคัญ วันนี้เราจึงรวบรวมวิธีแก้ปัญหาเชิงเทคนิคที่ส่งตรงจากประสบการณ์กว่า 40 ปีในอุตสาหกรรมอวกาศและไฮโดรเจนของ Fujikin มาฝากครับ
    - หยุดปัญหาการรั่วซึมและ "การเปราะจากไฮโดรเจน" (Hydrogen Embrittlement)
    หลายท่านกังวลว่าไฮโดรเจนจะเข้าไปทำลายโครงสร้างเนื้อเหล็กจนวาล์วแตกร้าว Fujikin แก้ปัญหานี้ด้วยการคัดสรรวัสดุพิเศษอย่างสแตนเลส 316/316L ที่ผ่านการวิจัยมาอย่างยาวนาน พร้อมเทคโนโลยีการซีล UPG® (Ultra High Pressure Metal Gasket Fitting) ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะ จุดเด่นคือการซีลแบบโลหะต่อโลหะที่ป้องกันการรั่วซึมได้ถึงระดับ 10-11 Pa / m3 / sec แม้ในแรงดันสูงถึง 99.9 MPa
    - เติมก๊าซไวขึ้นด้วยเทคโนโลยี Hi-Flow และ DLC Coating
    สำหรับผู้ประกอบการสถานีเติมก๊าซ (HRS) ปัญหา "เติมช้า" จะหมดไปครับ Fujikin พัฒนา Hi-Flow Ball Valve ที่ให้ค่า Cv สูงถึง 2.5 (เพิ่มขึ้นจากเดิมเกือบ 10 เท่า) และสิ่งที่ทำให้เราเหนือกว่าคือการเคลือบผิวบอลวาล์วด้วย DLC (Diamond-Like Carbon) ช่วยลดแรงเสียดทานและป้องกันการสึกหรอภายใต้แรงดันมหาศาล ทำให้เปิด-ปิดได้ลื่นไหลและมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 20,000 รอบ
    - ติดตั้งง่าย ลดความผิดพลาดหน้างาน
    นวัตกรรม UPG® Fitting ของเราถูกออกแบบมาให้ "ป้องกันการขันแน่นเกินไป" (Over-tightening prevention) วิศวกรสามารถติดตั้งหรือซ่อมบำรุงได้โดยไม่ต้องใช้พื้นที่ในการถอดตามแนวแกน (Axial space) ทำให้การจัดวางอุปกรณ์ในตู้คอนเทนเนอร์หรือบนรถบรรทุกทำได้กะทัดรัดขึ้น ประหยัดทั้งพื้นที่และเวลาในการทำงาน
    จากความสำเร็จที่วาล์วของ Fujikin ถูกติดตั้งใน สถานีไฮโดรเจนทุกแห่งในญี่ปุ่น และเป็นส่วนหนึ่งของจรวด JAXA เราพร้อมแล้วที่จะนำเทคโนโลยี "Space-Proven" นี้มาช่วยให้โครงการพลังงานสะอาดในไทยของคุณประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

  • ในยุคที่มาตรฐานคุณภาพอากาศภายในอาคาร (IAQ) กลายเป็นหัวใจสำคัญของอาคารยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอาคารสำนักงาน โรงพยาบาล หรือโรงงานอุตสาหกรรม การเลือกแผ่นกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพสูงมักมาพร้อมกับข้อแลกเปลี่ยนเรื่อง "ภาระงานของพัดลม" ที่หนักขึ้น ซึ่งหมายถึงค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้น
    วันนี้เราจะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับนวัตกรรมแผ่นกรองอากาศ MERV 14 ที่มี Pressure Drop ต่ำ (Low Pressure Drop) โซลูชันที่จะเข้ามาเปลี่ยนโจทย์การบริหารจัดการพลังงานให้เป็นเรื่องง่ายและยั่งยืน
    ความสำคัญของ MERV 14: ปราการด่านแรกที่มากกว่าแค่การกรองฝุ่น
    ตามมาตรฐาน ASHRAE, MERV 14 ถือเป็นระดับการกรองที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถดักจับอนุภาคขนาดเล็กได้ดีเยี่ยม รวมถึงเชื้อโรค แบคทีเรีย และฝุ่นละออง PM 2.5 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับผู้ใช้งานอาคาร
    อย่างไรก็ตาม ปัญหาคลาสสิกที่วิศวกรอาคารต้องเจอคือ "แรงดันตกคร่อม" (Pressure Drop) ที่สูงเกินไป ทำให้พัดลมในระบบปรับอากาศ (AHU) ต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อดันลมผ่านแผ่นกรอง ส่งผลโดยตรงต่อการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
    นวัตกรรม Pressure Drop ต่ำ: กุญแจสู่การลด Carbon Footprint
    การเลือกใช้แผ่นกรอง MERV 14 ที่ออกแบบมาให้มีค่า Pressure Drop ต่ำ จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ:
    • ลดภาระงานของมอเตอร์ (Energy Efficiency): เมื่อแผ่นกรองมีความต้านทานลมต่ำ พัดลมไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานสูงในการขับเคลื่อนอากาศ ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในระบบ HVAC ได้อย่างเห็นได้ชัด
    • ยืดอายุการใช้งานระบบ: การลดภาระงานของพัดลมช่วยลดการสึกหรอของอุปกรณ์ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาในระยะยาว
    • สอดรับเป้าหมาย Net Zero: เมื่อใช้พลังงานน้อยลง การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Footprint) ของอาคารก็จะลดลงโดยอัตโนมัติ ซึ่งถือเป็นการตอบโจทย์นโยบายความยั่งยืนขององค์กรระดับสากล
    ทางเลือกเสริมประสิทธิภาพ: เทคโนโลยี ESP
    สำหรับอาคารที่ต้องการประสิทธิภาพสูงสุด ในบางกรณีการนำเทคโนโลยี ESP (Electrostatic Precipitator) หรือเครื่องกรองอากาศแบบไฟฟ้าสถิต มาใช้งานแทนแผ่นกรองประสิทธิภาพสูง ก็เป็นอีกกลยุทธ์ที่น่าสนใจ ระบบ ESP สามารถช่วยดักจับอนุภาคขนาดเล็กมากได้โดยมีความต้านทานลมต่ำมาก ช่วยเสริมการทำงานของแผ่นกรองเชิงกล ช่วยลดการเปลี่ยนแผ่นกรอง และรักษาคุณภาพอากาศให้สะอาดอย่างต่อเนื่องโดยใช้พลังงานที่คุ้มค่า
    สรุป: การลงทุนที่คุ้มค่าเพื่ออนาคต
    การเปลี่ยนมาใช้แผ่นกรอง MERV 14 ที่มี Pressure Drop ต่ำ ไม่ใช่เพียงแค่การอัปเกรดอุปกรณ์ แต่เป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่สร้างผลตอบแทนใน 3 มิติ: สุขภาวะที่ดีของผู้ใช้อาคาร, การประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
    หากคุณกำลังมองหาโซลูชันที่จะช่วยให้ระบบปรับอากาศของคุณมีประสิทธิภาพสูงสุด ในขณะที่ยังคงมาตรฐานอากาศบริสุทธิ์ระดับ MERV 14 เราพร้อมเป็นพันธมิตรที่ช่วยวิเคราะห์และเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับอาคารของคุณ
    สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์แผ่นกรองอากาศประสิทธิภาพสูง หรือต้องการรับคำปรึกษาเพื่อลดการใช้พลังงานในอาคาร สามารถติดต่อเราได้ที่ email: witoon@ultimacth.com , LINE ID: 0816101801

  • คุณเคยเจอปัญหานี้ไหมครับ? ตู้บ่มเพาะเชื้อ (CO₂ Incubator) ราคาเครื่องละหลายแสนบาท แต่ต้องมาหยุดทำงานเพราะระบบแก๊สมีปัญหา วัดค่าแรงดันปลายทางได้ไม่เท่ากัน บางตู้จ่ายแก๊สเกิน บางตู้ขาดแก๊สจน Alarm ดังทั้งห้องแล็บ
    นั่นไม่ใช่ความผิดของเครื่องครับ แต่มันคือ “กับดักของระบบจ่ายแก๊ส” ที่หลายคนมองข้าม
    วันนี้ผมในฐานะผู้รับจ้างออกแบบและติดตั้งระบบแก๊สสำหรับห้องปฏิบัติการ จะมาแชร์ประสบการณ์การวางระบบจ่าย CO₂ ให้กับตู้ Incubator มากถึง 16 ตู้พร้อมกัน (ใช้เครื่องตระกูล Thermo Scientific VIOS) ให้จ่ายแก๊สได้นิ่ง สม่ำเสมอ และที่สำคัญปลอดภัยที่สุด โดยมีระบบสำรองที่สลับอัตโนมัติไม่ให้งานวิจัยหรืองานผลิตของคุณสะดุด
    ________________________________________
    จุดเริ่มต้น: เมื่อตู้ Incubator 16 ตู้ ต้องแชร์ลมหายใจเดียวกัน
    โจทย์ที่เราได้รับคือ ห้องปฏิบัติการระดับ Production ที่ต้องใช้ตู้เพาะเชื้อพร้อมกัน 16 ตู้ ทุกเครื่องเป็น Thermo Scientific VIOS iDk series ซึ่งเป็นเครื่องเกรดสูง ควบคุม CO₂ แม่นยำระดับเซลล์ต้นกำเนิดหรือ IVF
    ความท้าทายคือ:
    1. ทุกเครื่องต้องได้แรงดันคงที่ 15-20 psig ตลอดเวลา (เป็นกฎตายตัวของเครื่อง VIOS)
    2. 16 ตู้ต้อง “หายใจ” พร้อมกันได้ เมื่อเปิดประตูตู้หลายใบ CO₂ จะตกลง และทุกเครื่องจะเรียกแก๊สเติมพร้อมกัน หากระบบจ่ายออกแบบมาไม่ดี แรงดันจะตกวูบ เครื่องที่อยู่ไกลสุดจะอด
    3. ต้องมีระบบสำรอง ที่เปลี่ยนถังให้อัตโนมัติ ไม่ต้องให้ใครมาคอยเฝ้าตอนตี 3
    4. ความปลอดภัยสูงสุด แก๊ส CO₂ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น หากรั่วสะสมโดยไม่รู้ตัวคืออันตรายต่อผู้ปฏิบัติงาน
    ________________________________________
    หลักคิดก่อนลงมือ: เราไม่ได้ออกแบบแค่ “ต่อท่อ” แต่เราออกแบบ “แรงดัน”
    หลายคนคิดว่า การต่อแก๊สหลายตู้ก็แค่ใช้ท่อแยก เหมือนสายยางรดน้ำต้นไม้ แต่นั่นคือความเข้าใจผิดครั้งใหญ่
    หัวใจสำคัญของระบบแก๊สความแม่นยำสูงคือ Pressure Integrity (ความสมบูรณ์ของแรงดัน) เราไม่ได้ควบคุม “อัตราการไหล” เพราะตู้ Incubator มันจะดึงแก๊สแค่ตอนที่วาล์วเติมแก๊สเปิด (ซึ่งเปิดทีละไม่กี่วินาที) สิ่งที่เราต้องทำให้ได้คือ ทุกตู้ต้องเห็นแรงดัน 20 psig เท่ากัน ไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกลจากถังแค่ไหน แม้ในวินาทีที่ทุกตู้เปิดวาล์วพร้อมกัน
    หลักการของเราคือ Oversize Header, Tight Regulation และ Filtration
    ________________________________________
    ระบบที่เราออกแบบ: จากถังแก๊สสู่ทุกตู้อย่างมั่นใจ
    เรามาเปิดดูอุปกรณ์ที่เราเลือกใช้กันครับ เผื่อจะเป็นแนวทางให้ท่านที่กำลังจะสร้างห้องแล็บใหม่ (ผมจะอธิบายว่าทำไมต้องใช้อุปกรณ์นี้ และสำคัญต่อความปลอดภัยและการใช้งานยังไง)
    1. เปลี่ยนถังอัตโนมัติ ไม่มีสะดุด: Automatic Changeover Panel
    เราเริ่มจากถังคู่ Bank A (หลัก) และ Bank B (สำรอง) ต่อเข้ากับ Changeover Panel ที่ลดแรงดันจาก 800 psi ในถังลงมาที่ 20-25 psig สำหรับระบบ
    ทำไมต้องใช้?
    • สลับอัตโนมัติ: เมื่อถังหลักใกล้หมด (เราตั้งไว้ที่ 200 psi) ระบบจะดึงแก๊สจากถังสำรองทันที โดยที่แรงดันปลายทางไม่ตกแม้แต่น้อย
    • เช็ควาล์วในตัว: ป้องกันแก๊สจากถังสำรองย้อนกลับไปหาถังหลักที่หมดแล้ว ปลอดภัยเวลาช่างมาถอดเปลี่ยนถัง
    • วาล์วนิรภัย (Relief Valve): เราตั้งไว้ที่ 30-35 psig หากแผงควบคุมเกิด Fail วาล์วนี้จะระบายแก๊สทิ้ง ป้องกันท่อระเบิด ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรง
    2. ท่อเมนใหญ่เผื่ออนาคต: 3/4 นิ้ว สแตนเลสทั้งระบบ
    เราไม่ใช้ท่อพลาสติกหรือท่อขนาดเล็ก เราใช้ท่อสแตนเลส 316L เกรดสะอาด ขนาด 3/4 นิ้วเป็นเมนหลัก
    เหตุผลเพื่อความปลอดภัยและการใช้งาน:
    • ลดแรงดันตก: ต่อให้ 16 ตู้ทำงานพร้อมกัน ท่อใหญ่จะทำหน้าที่เป็น “บัฟเฟอร์” หรือถังพักแรงดันขนาดย่อม ทำให้แรงดันที่ปลายทางไม่แกว่ง
    • สะอาดและเฉื่อย: CO₂ เป็นกรดอ่อนๆ เมื่อเจอความชื้น การใช้ท่อสแตนเลสที่ทำความสะอาดพิเศษ ป้องกันสนิมและอนุภาคหลุดเข้าไปทำลายวาล์วเล็กๆ ภายในตู้ VIOS (ค่าซ่อมแพงมาก!)
    • การติดตั้ง: เราใช้ข้อต่อ Swagelok แบบ Double-Ferrule การรั่วซึมแทบเป็นศูนย์
    3. การบ้านสำคัญก่อนเข้าตู้: วาล์ว เกจ กรอง และเช็ควาล์ว
    ตรงนี้คือจุดที่ลูกค้าชมเรามากที่สุดครับ ที่จุดต่อแยก 16 สาขา เราไม่ได้แค่ลากท่อเข้าเครื่อง เราติดตั้ง “ชุดจ่ายประจำจุด (Drop Station)” ที่ประกอบด้วย:
    • บอลวาล์ว (Shut-off Valve): เพื่อซ่อมบำรุงตู้ทีละตู้ได้โดยไม่ต้องปิดแก๊สทั้งระบบ
    • เกจวัดแรงดัน (Pressure Gauge) หน้างาน: สำคัญมาก! ช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแรงดันที่หน้างานได้ทันที ถ้าเห็นเข็มตกก็รู้ว่ามีปัญหาที่ท่อสาขานี้
    • ฟิลเตอร์ 0.3 ไมครอน: นี่คือ “กันชนคนสำคัญ” เลยครับ ตู้ VIOS มี Solenoid Valve เล็กมาก ฝุ่นผงจากท่อแม้แต่นิดเดียวอาจทำให้วาล์วค้าง CO₂ ไหลไม่หยุด ถังหมดโดยไม่รู้ตัว หรือเลวร้ายสุดคือค่าความเข้มข้น CO₂ ในตู้สูงเกินจนคร่าชีวิตเซลล์ทั้งหมด ฟิลเตอร์ตัวนี้จึงปกป้องทั้งเครื่องและงานวิจัยของคุณ
    • เช็ควาล์ว (Check Valve): ป้องกันการปนเปื้อนข้ามระหว่างตู้ ถ้าตู้ไหนมีเชื้อ หรือมีแรงดันย้อน ตัวนี้จะบล็อกไว้ครับ
    ________________________________________
    บททดสอบสุดหินและผลลัพธ์ที่ได้
    เราจะไม่บอกว่ามันดี ถ้ายังไม่ได้ทดสอบ เราจำลองเหตุการณ์เลวร้ายที่สุด คือ เปิดประตูตู้ทั้ง 16 ตู้ให้ค่า CO₂ ตก แล้วปิดพร้อมกัน
    ผลลัพธ์: เข็มวัดแรงดันปลายทางที่ตู้ไกลที่สุดยืนนิ่งที่ 18 psig ไม่มีตกจน Alarm เลยแม้แต่ตู้เดียว เสียงเงียบกริบ ได้ยินแต่เสียงเซลล์เติบโต
    ด้านความปลอดภัย: เราติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับ CO₂ ในห้อง และเซ็ตระบบ Changeover ให้ส่งสัญญาณแจ้งเตือนไปที่มือถือของทีมงานทันทีที่เปลี่ยนเป็น Bank B เพื่อให้เอารถเข็นขนถังเต็มมาเปลี่ยน Bank A ได้ โดยไม่มีวันไหนที่ระบบหมดแก๊ส
    ________________________________________
    สรุป: เพราะทุกเซลล์มีคุณค่า อย่าให้ระบบแก๊สเป็นจุดอ่อน
    ในฐานะคนออกแบบระบบ เรามองว่า “ความปลอดภัย” ไม่ใช่แค่การติดเซ็นเซอร์ แต่มันเริ่มตั้งแต่การเลือกวัสดุท่อ การเผื่อขนาดเมนให้ใหญ่พอ การเลือกใช้ข้อต่อที่ไม่รั่ว และการติดวาล์วนิรภัยตั้งแต่ต้นทาง
    ส่วน “ประโยชน์” ที่แท้จริง คือ Peace of Mind หรือความสบายใจของนักวิจัยครับ ที่ไม่ต้องสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะเสียง Alarm CO₂ Low ไม่ต้องเสียเวลากับการเปลี่ยนถังฉุกเฉิน และที่สำคัญคือ มั่นใจได้ว่าเซลล์อันมีค่าที่เพาะในตู้ VIOS ทั้ง 16 เครื่อง จะได้สภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบที่สุด
    ถ้าตอนนี้ห้องแล็บของคุณกำลังขยับขยาย อย่ามองข้ามการออกแบบระบบจ่ายแก๊สนะครับ การลงทุนกับท่อ อุปกรณ์กรอง และระบบสำรองดีๆ เพียงครั้งเดียว จะช่วยให้คุณไม่ต้องปวดหัวไปอีก 10 ปี
    ________________________________________
    กำลังวางแผนออกแบบห้องแล็บ หรือมีปัญหากับระบบจ่ายแก๊สตู้ Incubator อยู่หรือเปล่า?
    บริษัท อัลติแค ฯ ยินดีให้คำปรึกษา ติดต่อเราได้ที่อีเมลล์ info@ultimacth.com , Tel.0818492661
    ________________________________________

  • ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การนำ Hydrogen (H2) มาผสมกับก๊าซธรรมชาติในโครงข่ายท่อเดิม (Hydrogen Blending) เป็นกลยุทธ์ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก แต่คำถามที่วิศวกรและผู้ประกอบการกังวลใจที่สุดคือ: "วัสดุเดิมจะรับมือไหวไหม? และวาล์วจะเกิดการแตกร้าว (Embrittlement) หรือไม่?"
    วันนี้เราจะมาหาคำตอบพร้อมแนวทางการป้องกันด้วยเทคโนโลยีวาล์วระดับโลก
    ________________________________________
    ทำความเข้าใจ: Hydrogen Embrittlement ภัยเงียบที่ทำร้ายโลหะ
    เมื่อมีการผสมไฮโดรเจนเข้าไปในระบบก๊าซธรรมชาติ อะตอมของไฮโดรเจนที่มีขนาดเล็กมากจะสามารถแทรกซึมเข้าไปในโครงสร้างผลึกของโลหะ (Metal Lattice) ได้ ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Hydrogen Embrittlement
    ผลกระทบที่เกิดขึ้น:
    • ความเหนียวลดลง: โลหะจะสูญเสียความยืดหยุ่นและกลายเป็นวัสดุที่เปราะบาง
    • การขยายตัวของรอยร้าว: หากมีความเครียด (Stress) เกิดขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย รอยร้าวขนาดเล็ก (Micro-cracks) จะขยายตัวอย่างรวดเร็ว
    • ความเสี่ยงสูงสุด: สำหรับ "วาล์ว" ซึ่งเป็นจุดควบคุมแรงดัน หากเกิดการแตกร้าวจะนำไปสู่การรั่วไหลที่อันตรายถึงชีวิตและทรัพย์สิน
    ________________________________________
    ผสมไฮโดรเจนในระบบเดิม วาล์วจะร้าวหรือไม่?
    คำตอบคือ "มีความเสี่ยงสูงหากไม่ได้เตรียมการ" โดยเฉพาะหากวาล์วตัวเดิมผลิตจากวัสดุ Carbon Steel เกรดทั่วไป หรือสแตนเลสที่มีส่วนผสมของ Nickel ต่ำเกินไป การสะสมของไฮโดรเจนภายใต้แรงดันสูงจะเร่งให้เกิดการล้าของวัสดุ (Fatigue) และแตกร้าวในที่สุด
    ________________________________________
    วิธีป้องกันและรับมือด้วยโซลูชันจาก FUJIKIN
    การเลือกใช้อุปกรณ์ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับไฮโดรเจนโดยเฉพาะคือหัวใจสำคัญ FUJIKIN ในฐานะผู้นำด้าน Flow Control Technology ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ:
    1. การเลือกใช้วัสดุศาสตร์ขั้นสูง (Advanced Material Selection)
    FUJIKIN เลือกใช้สแตนเลสสตีลเกรดพิเศษที่มีปริมาณ Nickel (Ni) สูง (เช่น 316/316L ที่มีการควบคุมส่วนประกอบอย่างเข้มงวด) เพื่อเพิ่มความต้านทานต่อการแทรกซึมของไฮโดรเจน ลดโอกาสเกิดการเปราะตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    2. เทคโนโลยีการออกแบบซีลและพื้นผิว
    วาล์วของ FUJIKIN มีจุดเด่นที่การขัดผิวภายใน (Surface Roughness Control) และการออกแบบซีลที่ป้องกันการรั่วซึมในระดับโมเลกุล ช่วยลดจุดสะสมความเครียดที่อาจนำไปสู่การแตกร้าว
    3. ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน Hydrogen Service
    ไม่ว่าจะเป็น Ball Valves, Needle Valves หรือ Check Valves ของ FUJIKIN ต่างผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวดภายใต้สภาวะแรงดันและอุณหภูมิที่จำลองการใช้งานจริงในระบบ Hydrogen Blending
    ________________________________________
    ทำไมต้องเลือก FUJIKIN สำหรับโครงการ Hydrogen Blending?
    1. Experience: เรามีประสบการณ์ยาวนานในการจัดหาอุปกรณ์สำหรับสถานีเติมไฮโดรเจน (Hydrogen Refueling Stations) ทั่วโลก
    2. Reliability: วาล์วของ FUJIKIN ออกแบบมาเพื่ออายุการใช้งานที่ยาวนาน ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุง (Maintenance Cost)
    3. Safety First: มั่นใจได้ว่าระบบก๊าซธรรมชาติของคุณจะปลอดภัยจากการแตกร้าว แม้มีการเพิ่มสัดส่วนการผสมไฮโดรเจนที่สูงขึ้น
    สรุป
    การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานไฮโดรเจนไม่ใช่เรื่องน่ากลัว หากเราเลือกใช้เทคโนโลยีที่ถูกต้อง การป้องกัน Hydrogen Embrittlement ในวาล์ว เริ่มต้นที่การเลือกวัสดุและการออกแบบที่ไว้วางใจได้จากผู้เชี่ยวชาญอย่าง FUJIKIN
    ________________________________________
    สนใจปรึกษาเรื่องการเลือกใช้วาล์วสำหรับระบบไฮโดรเจนและก๊าซธรรมชาติ ติดต่อตัวแทนของ FUJIKIN เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมกับโครงการของคุณ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูงสุดในระยะยาว

  • ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แนวคิด Net Zero Energy Building (NZEB) ได้กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของการออกแบบอาคารทั่วโลก แต่คำถามคือ "อะไรคือปัจจัยที่ทำให้อาคารเหล่านี้ประสบความสำเร็จ?"
    ASHRAE Journal Podcast Episode 62 ได้หยิบยกผลการศึกษาจากอาคาร Net Zero Energy จำนวน 50 แห่งมาวิเคราะห์ เพื่อค้นหารูปแบบและแนวทางที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับโครงการใหม่ได้
    ประเด็นสำคัญจากการศึกษา
    ผลการศึกษาพบว่า อาคารที่ประสบความสำเร็จไม่ได้เริ่มจากการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ แต่เริ่มจากการ ลดการใช้พลังงานของอาคารให้มากที่สุด (Efficiency First) ก่อนเสมอ
    แนวทางที่พบร่วมกัน ได้แก่
    • ออกแบบอาคารให้มีการรั่วไหลของอากาศต่ำ (Airtight Building)
    • ใช้ฉนวนและวัสดุเปลือกอาคาร (Building Envelope) ที่มีประสิทธิภาพ
    • ใช้แสงธรรมชาติอย่างเหมาะสมเพื่อลดการใช้แสงสว่าง
    • ใช้ระบบควบคุมตามการใช้งานจริง (Occupancy Control)
    • แยกระบบอากาศบริสุทธิ์ (Dedicated Outdoor Air System : DOAS) พร้อมระบบกู้คืนพลังงาน (Energy Recovery)
    • เลือกใช้ Heat Pump หรือ Ground Source Heat Pump ตามความเหมาะสมของพื้นที่
    • ติดตั้งพลังงานหมุนเวียน เช่น Solar PV หลังจากลดโหลดพลังงานของอาคารแล้ว
    • ให้ความสำคัญกับการ Commissioning และการปรับแต่งระบบหลังอาคารเปิดใช้งาน
    สิ่งที่น่าสนใจ
    งานวิจัยพบว่า อาคารที่ใช้ระบบซับซ้อนที่สุด ไม่ได้เป็นอาคารที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดเสมอไป ในหลายกรณี ระบบที่ออกแบบเรียบง่าย ควบคุมได้ดี และได้รับการปรับจูนอย่างเหมาะสม กลับให้ผลลัพธ์ด้านพลังงานที่ดีกว่า
    บทเรียนสำหรับผู้ออกแบบและเจ้าของอาคาร
    แนวคิดสำคัญที่สุดของการศึกษาครั้งนี้สามารถสรุปได้เป็นประโยคเดียวคือ
    "Efficiency Before Renewable"
    ลดการใช้พลังงานก่อน แล้วจึงผลิตพลังงานทดแทน
    หลักการนี้ช่วยลดขนาดของระบบปรับอากาศ ลดขนาดระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ลดต้นทุนการลงทุน และทำให้การบรรลุเป้าหมาย Net Zero Energy เป็นไปได้ง่ายและคุ้มค่ามากขึ้น
    สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบระบบปรับอากาศ ระบบระบายอากาศ ห้องปฏิบัติการ โรงพยาบาล โรงงานอุตสาหกรรม และอาคารประสิทธิภาพสูง แนวคิดดังกล่าวถือเป็นแนวทางที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในทุกโครงการ
    ________________________________________
    ที่มา
    สรุปจาก ASHRAE Journal Podcast – Episode 62: "Analysis of 50 Energy Efficient Net Zero Buildings" จัดโดย ASHRAE (American Society of Heating, Refrigerating and Air-Conditioning Engineers) โดยมีการสัมภาษณ์ David Traxler ดำเนินรายการโดย Drew Champlin.

  • การออกแบบอาคารยุคใหม่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงความสวยงามหรือการประหยัดพลังงานเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับ คุณภาพอากาศภายในอาคาร (Indoor Air Quality: IAQ) สุขภาวะของผู้ใช้อาคาร และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะโครงการที่ต้องการขอรับรองมาตรฐานอาคารเขียว เช่น LEED, TREES และ WELL Building Standard
    หนึ่งในเทคโนโลยีที่สามารถนำมาพิจารณาในการออกแบบระบบ HVAC และระบบกรองอากาศ คือ ESP (Electrostatic Precipitator) ซึ่งสามารถสร้างประโยชน์ได้มากกว่าการดักจับฝุ่นเพียงอย่างเดียว
    ESP กับการประหยัดพลังงานในอาคาร
    หนึ่งในข้อได้เปรียบสำคัญของ ESP คือ Pressure Drop ที่ต่ำกว่า Mechanical Filter โดยทั่วไป เมื่อไส้กรองแบบ Mechanical Filter สะสมฝุ่นมากขึ้น ความต้านทานอากาศจะเพิ่มขึ้น ทำให้พัดลมต้องใช้พลังงานมากขึ้น
    ในทางกลับกัน ESP มีความต้านทานลมต่ำกว่า จึงสามารถช่วยลดภาระของพัดลมในระบบ AHU/FCU และลด Fan Power ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการประเมินประสิทธิภาพพลังงานของอาคาร
    จากข้อมูลในเอกสาร ESP สามารถช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้สูงถึงประมาณ 70–80% เมื่อเทียบกับ Mechanical Filters ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานของโครงการ และการพิจารณาคะแนนในหมวด Energy & Atmosphere ของ LEED หรือหมวดพลังงานของ TREES
    ESP กับคุณภาพอากาศภายในอาคาร
    สำหรับอาคารที่ให้ความสำคัญกับ IAQ ระบบกรองอากาศเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบ HVAC โดย ESP มีความสามารถในการดักจับอนุภาคขนาดเล็ก เช่น PM2.5 และสิ่งปนเปื้อนในอากาศ และเอกสารระบุว่าสามารถเทียบเคียงหรือเหนือกว่าเกณฑ์การกรองที่เกี่ยวข้องกับ MERV 13 ขึ้นไป ตามแนวทางที่กล่าวถึงในเอกสาร
    นอกจากนี้ Pressure Drop ที่ต่ำยังช่วยให้ระบบสามารถรักษาปริมาณลมได้โดยไม่เพิ่มภาระพลังงานของพัดลมมากเกินไป จึงเป็นแนวทางที่น่าสนใจสำหรับการออกแบบ Energy-Efficient HVAC System ที่ต้องการควบคู่ทั้งประสิทธิภาพการกรองและประสิทธิภาพด้านพลังงาน
    ESP กับ WELL Building Standard
    สำหรับ WELL ซึ่งให้ความสำคัญกับสุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้ใช้อาคารโดยตรง ระบบ ESP สามารถสนับสนุนแนวทางด้าน Air Quality โดยเฉพาะการควบคุมอนุภาค PM2.5 และมลพิษภายในอาคาร
    อีกจุดเด่นคือ ESP สามารถถอดล้างทำความสะอาดได้ ซึ่งแตกต่างจาก Mechanical Filter ที่ต้องเปลี่ยนเมื่อเกิดการสะสมของฝุ่นและทำให้ Pressure Drop เพิ่มขึ้น การดูแลรักษา ESP อย่างเหมาะสมจึงช่วยสนับสนุนการรักษาประสิทธิภาพของระบบในระยะยาว และการตรวจวัดคุณภาพอากาศของอาคาร
    ลดขยะจากไส้กรอง เพิ่มความยั่งยืน
    นอกจากพลังงานและคุณภาพอากาศแล้ว ESP ยังมีประเด็นด้าน Materials & Resources ที่น่าสนใจ เนื่องจากไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไส้กรองเป็นประจำเหมือน Mechanical Filters จึงสามารถลดปริมาณวัสดุสิ้นเปลืองและขยะจากไส้กรอง รวมถึงสนับสนุนแนวคิด Circular Economy ในการออกแบบอาคารอย่างยั่งยืน
    ESP จึงไม่ใช่เพียง “ระบบกรองอากาศ”
    การเลือกใช้ ESP อย่างเหมาะสมสามารถเป็นส่วนหนึ่งของ กลยุทธ์เชิงวิศวกรรมสำหรับอาคารสีเขียว ที่เชื่อมโยงทั้งการประหยัดพลังงาน คุณภาพอากาศภายในอาคาร การบำรุงรักษา และการลดของเสีย
    สำหรับโครงการที่กำลังวางแผนขอรับรอง LEED, TREES หรือ WELL การพิจารณาระบบกรองอากาศตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบจึงมีความสำคัญ เพราะระบบที่เลือกไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อ IAQ แต่ยังอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพการใช้พลังงานและต้นทุนการดำเนินงานของอาคารในระยะยาวอีกด้วย